วันอังคารที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2559

คุณรู้จัก powerband ไหม

การทำรถส่วนมาก ที่ให้ความสำคัญเรื่องเครื่องยนต์ สิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง ที่คนขับ และ Tuner  ต้องรู้คือ Power band 


Power Band คืออะไร?
Power Band คือช่วงกำลังของเครื่องยนต์นั้นๆ ที่มีประสิทธิ์ภาพ หรือแสดงศักดิ์ภาพ ออกมาได้เต็มที่ที่สุด ไม่ว่าจะเป็นแรงบิด (Torque) หรือ แรงม้า (horse power) 










ตัวย่างจะเห็นได้ว่า แรงม้าสูงสุด 266.43 ที่ 4949 รอบ/นาที
และ แรงบิดสูงสุด 298.50 ฟุต/ปอน์ด ที่ 3315 รอบต่อนาที

รู้แล้วได้อะไร เอาไปทำอะไรได้บ้าง
แรงม้า แรงบิด บอกถึงช่วงกำลังที่รถแสดงออกมาสูงที่สุด ใน
กรณีที่เร่งแซง ในเวลาคับขัน บางครั้งกว่ารอบที่จะเร่งแซงขึ้นได้ คุณอาจจะต้องเปลี่ยนเกียร์ลง(shift down)  เพื่อให้เครื่องยนต์ถึงรอบที่แสดงพลังได้เต็มที่ พอที่จะส่งให้รถพุ่งแซงออกไป หรืออย่างในการแข่งขัน รถแข่งประเภทเซอร์กิต หรือ จิมคาน่า ช่วงเวลาต่อรอบ การออกจากโค้งในแต่ละโค้ง การรักษาเวลา ช่วงเวลาเป็นเสี้ยววินาทีมีความหมาย การต่อเกียร์จาก 2ไป 3 หรือ 3 ลง 2 ไม่ว่าจะเลี้ยวโค้งไหน ถ้าช่วงออกจากโค้งแล้วเข้าเกียร์ผิด หรือเข้าผิดจังหวะ กำลังเครื่องก็จะตกลง กว่าจะไล่รอบเครื่องให้ถึงจุดที่มีกำลังก็อาจจะโดนคันหลังแซงไปได้ หรืออย่างกรณีรถวิ่ง quarter mile ไม่จำเป็นที่ต้องแช่รอบไว้สุด แล้วพอไฟเขียวก็ส่งรถออก แรงม้ามา แรงบิดมา 
แต่...ไหงเวลาไม่ดี เรื่องนี้ อย่าโทษที่แรงม้าหรือแรงบิด ต่อให้แรงบิดมหาศาล แรงม้ามโหราฬแต่...ถ้าไม่สามารถถ่ายทอดลงพื้น ออกฟรีทิ้ง เหมือนเบรินยาง เวลาอาจจะสู้รถที่แรงม้าน้อยกว่าไม่ได้ด้วยซ้ำ เรื่องแรงม้าแรงบิด แรงมากก็ไม่ได้แปลว่า ชนะเสมอไปนะครับ  
หลายครั้งที่คนขับเองไม่ทราบว่ารถที่ตนขับนั้น มีกำลังสูงสุดที่เท่าไหร่ มันไม่จำเป็นเลยที่คุณต้องเหยียบคันเร่งสุดจนเครื่องตัด ( Rev cut) มันไม่ได้ช่วยให้รถดูแรง แต่มันช่วยให้เครื่องมีโอกาสพังเร็วขึ้นมากกว่า 
ถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่า รถของตัวเองมีกำลังในช่วงใด 

วิธีหาเบื้องต้น ขณะที่คุณขับไล่จากเกียร์ 1-2-3-4 ในกรณีที่เป็นรถเกียร์ธรรมดา ช่วงที่ต่อเกียร์ ถ้าคุณขับประจำจะรู้ได้ว่า ช่วงที่เปลี่ยนเกียร์ขึ้นนั้น รถจะมีแรงดึง นั้นคือแรงบิดที่ออกมา แต่ถ้าคุณปลี่ยนเร็วไป รถจะเฉื่อย วิ่งตื้อๆ กว่าจะถึงรอบที่ขึ้นได้ก็ใช้เวลาประมาณนึง ยกตัวอย่าง สมมติสถานการณ์ว่า คุณขับรถขึ้นเขา คุณคิดว่ารถใช้แรงม้าหรือแรงบิดครับ ขณะที่คุณกำลังเลี้ยวโค้งขึ้นเขา เป็นโค้งหักศอก( รูปประกอบไม่เกี่ยวกะเนื้อหานะครับ) แล้วปรากฎว่ามีอีกโค้ง แต่เกียร์เดิมก็เร่งมาจนสุด คุณก็ต้องเปลี่ยนเกียร์ขึ้น คำถามต่อมา  คุณต้องเร่งรอบสูงขึ้น เพื่อเหยียบครัช เปลี่ยนเกียร์ แล้วถอนครัช และเร่งคันเร่งขึ้น....แต่เดชะบุญ คุณเป็นมือใหม่ เปลี่ยนเกียร์เร็วไป สุดท้ายเครื่องกระตุกและดับ และรถไหล 
.... คงไม่ต้องเดาว่าคุณคงสยองไม่แพ้คันข้างหลังที่ต่อจากคุณ...
เหตุการณ์ที่ผมอธิบายให้ฟัง เกิดขึ้นได้ทุกที่ครับ ทางขึ้นที่จอดรถห้าง หรือทางขึ้นเขา ขึ้นภู ถ้าคุณรู้ว่ารถคุณมีกำลังช่วงไหน คุณสามารถถประเมินโดยมองจากเข็มวัดรอบที่หน้าปัด เลี้ยงรอบดังกล่าว แล้วส่งกำลังเพื่อที่รถของคุณจะพุ่งไปข้างหน้าได้โดยไม่สะดุดแบบกรณีที่ยกตัวอย่างมา แรงที่ส่งให้รถพุ่งไปข้างหน้าเป็นแรงบิดนะครับ ยกตัวอย่าง รถกระบะที่บรรทุกของ เวลาออกตัวนั้น จำเป็นต้องใช้แรงบิด รอบไม่สูง แรงบิดมาไว คิดถึงรถกระบะเวลาขนของขึ้นเขาสิครับ เค้าต้องพึ่งพาแรงบิด เพื่อไต่ขึ้นไป ส่วนแรงม้าสำหรับรถบรรทุก อาจจำเป็นในเวลาทำความเร็ว เพราะเครื่องยนต์ใช้งานโดยทั่วไป แรงบิดจะมาถึงจุดสูงสุด ก่อนแรงม้าครับ (อันนี้ความเห็นของผมนะครับ) 
สำหรับใครที่อยากทราบว่ารถตัวเองมีแรงม้าที่รอบเท่าไหร่ แรงบิดที่รอบเท่าไหร่ เพื่อความมั่นใจ ลองนำรถขึ้นไดโน่ นะครับ นอกจากจะทราบแรงม้าแรงบิดแล้ว คุณจะได้ทราบว่า รถคุณนั้น หรือตัวคุณนั้น ต้องปรับเข้าหากันมากแค่ไหน

สุดท้าย...กราฟแรงม้าแรงบิดของรถแต่ละประเภท หมายถึงรถเซอร์กิจ รถวิ่งควอร์เตอร์ไมล์ ลักษณะกราฟส่วนมากไม่เหมือนกันนะครับ เพราะวัตถุประสงค์ของการใช้งานต่างกันยกตัวอย่างข้างล่างนี้ครับ
ตัวอย่างที่ 1 

อันนี้เป็นกราฟของมิตซูบิชิ EVO X เป็นรถวิ่งแรลลี่ สังเกตได้ว่า powerband จะมาค่อนข้างเร็ว เนื่องจากในสภาพสนามแข่ง จำเป็นต้องเร่ง เบรค เลี้ยว เรียกรอบให้มาเร็วตลอดเวลา ดั่งนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้รอบสูงๆเพื่อเรียกกำลัง ประมาณว่า กดแล้วต้องมาทันที รถคันนี้ใช้กล่อง AEM นะครับ
ตัวอย่างที่ 2 

 อันนี้เป็น มิตซูบิชิ EVO IX นะครับ สังเกตุได้ว่า power band คันนี้ มาที่ประมาณ 7000รอบ /นาที ทั้งแรงบิดและแรงม้า มาสูง เนื่องจากเป็นรถวิ่งควอร์เตอร์ไมล์ รอบที่ใช้จะสูงเสมอ ถึงรอบเปลี่ยนเกียร์ ไม่มีต้องเปลี่ยนเกียร์ลง เหมือนรถแรลลี่ เน้นความต่อเนื่องทั้งรอบและกำลัง ต้องส่งตลอด
ดังนั้นไม่ว่าคุณกำลังจะทำเครื่องเพื่อการใช้งานปรกติชีวิตประจำวัน หรือแม้แต่การแข่งขันก็ตาม สำคัญคือเครื่องยนต์ต้องตอบโจทย์การใช้งาน หากคุณเปลี่ยนอุปกรณ์บางอย่าง ลักษณธของเครื่องยนต์คุณอาจจะเปลี่ยนไป เช่นการเปลี่ยน แคมชาร์ฟองศาสูง เทอร์โบใหญ่ขึ้น หรือแม้แต่ อินเตอร์คูลเลอร์ที่ใหญ่ขึ้น ก็จะส่งผลให้รถของคุณมีลักษณะที่เปลี่ยนไป อาจจะทำให้ตอบสนองดีขึ้น หรือ อาจจะแย่ลงในแง่การใช้งานในชีวิตประจำวัน ก็เป็นได้ครับ ดังนั้นหากคุณไม่แน่ใจว่าสิ่งที่คุณกำลังจะทำกับรถของคุณ จะดีขึ้น หรือแย่ลง หรือไม่อาจจะแย่ลงแต่ทำให้คุณไม่สนุกกับการขับ ลองปรึกษาเราสิครับ เรายินดีให้คำแนะนำ และรับฟังปัญหาของคุณ
 
 ติดตามพวกเราได้ที่ https://www.facebook.com/wiseength/


 credit:
http://www.titantalk.com/forums/attachments/titan-performance-modifications/87324d1252983207-powerband-dyno-sheet-anyone-dyno1.jpg
http://roadraceengineering.com/dynapack/dynos/aemevoxtest/aemevox-beforeafter-30hp-afr-800.jpg

วันศุกร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

ทำไมถึงไม่ได้แรงม้าดั่งหวัง

ทำไมรถที่คุณทำไปถึงไม่ได้แรงม้าดั่งหวัง

ว่ากันว่าการทำรถยนต์ของคุณให้แรงขึ้นนั้น ไม่ใช่เพียงแต่คุณมีเงินเท่านั้นถึงจะทำได้
แต่หมายถึงว่าคุณต้องเข้าใจหลักการพื้นฐานของรถยนต์ด้วย
ทุกอย่างในการทำรถมันต้องมีเหตุและผลนะครับ
ไม่ใช่เรื่องของอารมณ์( ฟังดู งงๆ ไหม)

ว่าด้วยหลักการ....ของเครื่องยนต์

สิ่งสำคัญที่ทำให้เครื่องยนต์แบบสันดาปเชื้อเพลิง ประกอบไปด้วยหลักๆเหล่านี้
เครื่องยนต์ต้องการสามอย่างครับ
  • น้้ำมัน(เชื้อเพลิง) 
  • ไฟ(เอาไว้จุดระเบิด) 
  • และ อากาศ (เอาไว้ช่วยจุดระเบิด)

พื้นๆที่มักจะแต่งเครื่องยนต์คือการเปลี่ยนระบบอากาศ ก็เช่นใส่กรองเปลือย หรือ ถอดออกไปเลย
ซึ่งก็เรียกแรงม้า แรงบิดได้( นิดหน่อยๆ) และเรียกความรู้สึกตอนเสียงเครื่องดูดอากาศ

การเปลี่ยนกรองอากาศอาจจะเรียกได้ทั้งความรู้สึก และหากเปลี่ยนท่อไอเสีย ก็จะสร้างเรื่องของ emotion มากกว่า performance ซึ่งอันนี้ เป็นเรื่องของความรู้สึก หากนำเอารถที่เปลี่ยนทั้งกรองและท่อไอเสีย นำไปขึ้นDyno test ผลที่ได้อาจจะต่างกันบ้าง แต่อย่าไปคิดว่า แรงม้าจะเพิ่มขึ้้น20-30% นะครับ
แค่ 5-15% เท่านั้นเอง (โดยประมาณ)

เอาหล่ะ บางคนเปลี่ยนกรองไปแล้ว เปลี่ยนท่อไอเสียแล้ว เมื่อหมดมุขระบบอากาศ ก็จะขยับไปเล่น


ระบบไฟ ที่นิยมทำคือเปลี่ยนหัวเทียน (ด้วยความเชื่อเรื่องหัวเทียนเบอร์นี้ เบอร์นั้น จะทำให้แรงขึ้น)
ไม่่รู้ว่าคนต้นคิดเรื่องนี้ คือใคร แต่ก็เชื่อตามกันมา
สายหัวเทียน แบบต่างๆ แบบเส้นโตๆ มี Ground wire ใส้ในเป็นเงิน หรือ โลหะนำไฟได้ดี อันนี้มีหลายแบบ ยิ่งนำไฟได้ดี ต้านทานยิ่งต่ำ ไฟเดินสะดวก รถจะแรงขึ้น แหมะเข้าทางการตลาด
สินค้าดีๆ มีคุณภาพ นำไฟฟ้าได้ดี แต่พอดูราคา แม่เจ้าครึ่งหมื่นก็มี
ถามว่าคุ้มไหมกับการลงทุน (อันนี้ไม่ขอออกความเห็นครับ แล้วแต่บุคคล)

สำหรับเรื่องการดูหัวเทียน และการอ่านหัวเทียน อ่านจากlink ข้างล่างนี้ครับ
http://www.pantown.com/board.php?id=64002&area=&name=board1&topic=101&action=view


สิ่งสุดท้าย..
คือน้ำมัน อันนี้ ก็เปลี่ยนเชื้อเพลิงกันก่อน บางคนก็ขยับไปเปลี่ยนเชื้อเพลิงจาก เบนซิน91 ไปใช้ E20 & E85 ซึ่งอันที่จริงเปลี่ยนได้ครับ เฉพาะรถที่มีสเป็ครองรับ ในกรณีที่รถบางรุ่นไม่รองรับ เนื่องด้วยเหตุผลทางวัสดุ ไม่ว่าจะเป็นท่อยางต่างๆ ในระบบเชื้อเพลิงเดิมนั้นไม่ได้ทำมาเพื่อรองรับกับเชื้อเพลิงแบบ E20 & E85 ดังนั้นหากไปเติมไป (หงายการ์ดรู้เท่าไม่ถึงการณ์ )เครื่องยนต์อาจจะเดินไม่เรียบ อืด  เพราะ ประการแรก ตัวsensor ที่จับค่าไอเสีย จะจับค่าที่ออกมาผิดเพี้ยนไป ประการต่อมา หัวฉีดที่ใช้เบนซิน 91  จะมีข้อจำกัดในการฉีดประมาณนึงเท่านั้น

ว่าง่ายๆครับ น้ำมัน E20 & E85 นั้น กับเครื่องยนต์เดิมๆ จะต้องการปริมาณเชื้อเพลิงมากกว่าเชื้อเพลิงชนิดเดิม พอต้องการเชื้อเพลิงมากกว่า แต่หัวฉีดตอบสนองไม่ได้ มันก็เลยเกิดอาการตื้อๆ เร่งไม่ค่อยขึ้น
แล้วที่นี้ จะแก้ยังไง

หนทางแก้ไขของบางคนคือ เปลี่ยนหัวฉีดให้ใหญ่ขึ้น แต๊นแตน!! เป็นวิธีที่สะดวก แต่ถามว่ามันจะดีเหรอ
ในทางปฎิบัตินั้น หลายคนทำแบบนี้ ได้ผลออกมาดีครับ ฉีดได้มากขึ้น รถมีกำลังมากขึ้น เทสบนdyno ก็ได้ผลเป็นที่น่าพอใจประมาณนึง

สรุปแล้ว 
ถ้าจะทำรถให้แรงในงบประมาณที่คุณวาดฝันไว้ ต้องเข้าใจพื้นฐานก่อนนะครับว่า รถต้องการสามสิ่งหลักๆ หากคุณให้ไปสิ่งเดียว ไม่ว่าจะอากาศ น้ำมัน หรือ ไฟ มันก็ไม่สามารถแสดงศักย์ภาพและประสิทธิภาพอย่างเต็มรูปแบบที่ควรจะเป็น

อีกเรื่องที่ทาง WISE ENGINEERING ให้ความสำคัญมากก็คือ การให้คำปรึกษาตามconcept ของลูกค้า หลายครั้งเราต้องใช้เวลาในการอธิบาย และให้คำแนะนำที่ถูกต้องกับลูกค้า เพราะว่า ลุกค้าหลายท่าน ฟังมาจากหลายๆแหล่ง แต่บางทีก็ให้ข้อมูลที่ไม่ชัดเจน และบางข้อมูลเป็นข้อมูลที่เชื่อๆกันมาอีกที
เราจึงต้องใช้ช่องทางนี้ ในการอธิบายให้ผู้ที่สนใจ ได้เข้าใจเรื่องง่ายๆ ที่บางทีก็ลืมกันไปบ้างครับ

ส่วนคราวหน้าจะเป็นเรื่องอะไรนั้น โปรดติดตามครับ